Skip to content

กรองแอร์รถยนต์แหล่งสะสมเชื้อโรคที่หลายคนมองข้าม

กรองแอร์รถยนต์ แหล่งสะสมเชื้อโรคที่หลายค_

คุณเคยสังเกตไหม? เวลาขึ้นรถแล้วรู้สึกคัดจมูก จามบ่อยๆ หรือได้กลิ่นเหม็นอับชื้นแปลกๆ ทั้งที่เพิ่งล้างรถมา… ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาเหล่านี้ อย่าเพิ่งโทษสภาพอากาศภายนอก เพราะ “คนร้าย” ตัวจริงอาจซ่อนอยู่ใต้คอนโซลรถของคุณ นั่นคือ “กรองแอร์รถยนต์” (Cabin Air Filter) นั่นเอง
หลายคนดูแลรักษารถอย่างดี เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตรงเวลา แต่กลับละเลยชิ้นส่วนสี่เหลี่ยมเล็กๆ ชิ้นนี้ หารู้ไม่ว่า กรองแอร์ที่สกปรก คือระเบิดเวลาทางสุขภาพและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่น่ากลัวที่สุดในรถ! บทความนี้จะพาคุณไปดูกันว่า ทำไมคุณถึงไม่ควรมองข้ามเรื่องนี้

ทำไมกรองแอร์ ถึงกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของเชื้อโรค?
หน้าที่หลักของกรองแอร์ คือการดักจับฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ เขม่าควัน และสิ่งสกปรกต่างๆ ไม่ให้เข้าไปในคอยล์เย็น (Evaporator) และห้องโดยสาร แต่เมื่อใช้งานไปนานๆ โดยไม่เปลี่ยน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:
1.การหมักหมม ฝุ่นและสิ่งสกปรกที่ถูกดักไว้จะหนาตัวขึ้น กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย
2.ความชื้น ระบบแอร์มีความชื้นจากการทำความเย็น เมื่อความชื้นเจอกับฝุ่นที่หมักหมม จึงเกิดสภาพแวดล้อมที่ เชื้อรา (Mold) และ แบคทีเรีย เติบโตได้ดีที่สุด
3.ระบบหมุนเวียนอากาศ เมื่อเราเปิดแอร์ ลมจะพัดผ่านกรองแอร์ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคเหล่านี้ ฟุ้งกระจายเข้ามาในห้องโดยสาร ให้เราสูดดมเข้าไปเต็มปอดตลอดการเดินทาง

3 ผลเสียร้ายแรง ถ้าคุณไม่ยอมเปลี่ยนกรองแอร์
การฝืนใช้กรองแอร์ตันๆ หรือสกปรก ไม่ได้แค่ทำให้รถเก่าเร็ว แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้นั่งในรถ ดังนี้:
1. สุขภาพพัง (โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้)
นี่คือผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด เชื้อราและแบคทีเรียที่ฟุ้งกระจายออกมา จะกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ ไอ จาม น้ำมูกไหล แสบตา ในระยะยาวอาจนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โดยเฉพาะหากในรถมีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ
2. แอร์ไม่เย็นและมีกลิ่นเหม็นอับ
เคยไหม? เปิดแอร์เบอร์แรงสุดแต่ลมออกมาเบาหวิว นั่นเพราะฝุ่นเข้าไปอุดตันจนลมผ่านไม่ได้ นอกจากนี้ กลิ่นเหม็นอับและกลิ่นเปรี้ยวที่แก้ไม่หาย มักมีต้นตอมาจากเชื้อราที่เกาะอยู่บนกรองแอร์และตู้แอร์นั่นเอง
3. ระบบแอร์พังไว กินน้ำมันมากขึ้น
เมื่อลมผ่านไม่ได้ คอมเพรสเซอร์แอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อทำความเย็น ส่งผลให้กินน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น และที่แย่กว่านั้น ฝุ่นอาจหลุดลอดเข้าไปจับตัวเป็นเมือกที่ “คอยล์เย็น” (ตู้แอร์) จนเกิดการรั่วซึม ทำให้ต้องเสียเงินซ่อมแอร์หลักหมื่น แทนที่จะเสียค่ากรองแอร์หลักร้อย

สัญญาณเตือน! ถึงเวลาต้องเปลี่ยนกรองแอร์แล้ว
อย่ารอให้ป่วยก่อนเปลี่ยน ลองสังเกตอาการเหล่านี้
-มีกลิ่นเหม็นอับ ทันทีที่เปิดแอร์ หรือมีกลิ่นคล้ายผ้าขี้ริ้วเปียกๆ
-ลมแอร์เบาลงผิดปกติ แม้จะเร่งพัดลมเบอร์แรงสุด
-เสียงดัง มีเสียงลมพยายามดันผ่านช่องแอร์ดังกว่าปกติ
-ฝุ่นเยอะ คอนโซลหน้ารถมีฝุ่นเกาะเร็วผิดปกติ
-อาการภูมิแพ้กำเริบ นั่งในรถแล้วจาม หรือคัดจมูกทันที

เลือกกรองแอร์แบบไหนดี? (ธรรมดา vs คาร์บอน vs HEPA)
ปัจจุบันมีกรองแอร์ให้เลือกหลายเกรดตามความต้องการ
1.แบบกระดาษ (Standard) ราคาถูก ดักฝุ่นทั่วไปได้ดี แต่ดับกลิ่นไม่ได้
2.แบบคาร์บอน (Carbon) มีส่วนผสมของถ่านกัมมันต์ ช่วยดูดซับกลิ่นเหม็นและควันไอเสียได้ดี เหมาะกับคนขับรถในเมือง
3.แบบ HEPA/PM 2.5 เกรดพรีเมียม กรองละเอียดถึงระดับไวรัสและฝุ่น PM 2.5 ได้ เหมาะมากสำหรับยุคนี้ที่มลพิษสูง

เรื่องเล็กที่ไม่ควรเสียน้อยเสียยาก
กรองแอร์รถยนต์ เปรียบเสมือนหน้ากากอนามัย ของรถ หากหน้ากากสกปรก คนใส่ก็ป่วย รถก็พัง การเปลี่ยนกรองแอร์เป็นเรื่องง่าย ราคาไม่แพง (หลักร้อยบาท) และใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที แต่สิ่งที่ได้กลับมาคืออากาศที่สะอาด สุขภาพปอดที่ดี และยืดอายุการใช้งานของระบบแอร์รถยนต์ของคุณ
อย่ารอให้ถึงรอบเช็กระยะครั้งหน้า ลองดึงกรองแอร์ของคุณออกมาดูวันนี้ คุณอาจจะตกใจกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ก็ได้!

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. ควรเปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์บ่อยแค่ไหน?

ตอบ โดยทั่วไปแนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ 10,000 – 20,000 กิโลเมตร หรือ ทุก 6 เดือน – 1 ปี ครับ แต่หากคุณขับรถในเมืองที่มีการจราจรติดขัด หรือพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะ (เช่น ไซต์งานก่อสร้าง) ควรเปลี่ยนให้บ่อยขึ้น หรือทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกว่าแอร์ไม่เย็น/มีกลิ่น

  1. กรองแอร์สามารถเอามาเป่าลม หรือล้างแล้วใช้ซ้ำได้ไหม?

ตอบ ไม่แนะนำครับ การเป่าลมอาจทำให้ฝุ่นภายนอกหลุดออกไปได้บ้าง แต่เชื้อโรค เชื้อรา และฝุ่นขนาดเล็กที่ฝังลึกในเส้นใยกระดาษยังคงอยู่ นอกจากนี้แรงลมอาจทำให้เส้นใยเสียหาย ประสิทธิภาพการกรองลดลง การซื้อเปลี่ยนใหม่คุ้มค่าและปลอดภัยกว่ามากครับ

  1. เปลี่ยนกรองแอร์ด้วยตัวเองได้ไหม หรือต้องไปอู่?

ตอบ เปลี่ยนเองได้ง่ายมากครับ รถส่วนใหญ่ตำแหน่งกรองแอร์จะอยู่หลังลิ้นชักเก็บของฝั่งคนนั่งข้าง แค่ปลดล็อกลิ้นชัก ดึงแผ่นเก่าออก ใส่แผ่นใหม่เข้าไป ก็เสร็จเรียบร้อย ผู้หญิงก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องเสียค่าแรงช่างครับ

  1. กรองแอร์ช่วยกันฝุ่น PM 2.5 ได้จริงไหม?

ตอบ ขึ้นอยู่กับ “ชนิดของกรองแอร์” ที่เลือกใช้ครับ หากเป็นกรองกระดาษธรรมดาอาจกัน PM 2.5 ไม่ได้ แต่ปัจจุบันมีกรองแอร์เกรด HEPA หรือรุ่นที่ระบุว่ากัน PM 2.5 จำหน่าย ซึ่งสามารถกรองฝุ่นจิ๋วได้จริง แนะนำให้ดูฉลากข้างกล่องก่อนซื้อครับ

  1. ทำไมเปลี่ยนกรองแอร์ใหม่แล้ว แต่แอร์ยังมีกลิ่นเหม็นอับอยู่?

ตอบ หากเปลี่ยนกรองแล้วกลิ่นยังอยู่ เป็นไปได้สูงว่า “ตู้แอร์ (คอยล์เย็น) สกปรก” หรือมีเชื้อราสะสมที่ตัวตู้แอร์เอง ซึ่งกรองแอร์ใหม่ช่วยไม่ได้ กรณีนี้ต้องนำรถไป “ล้างแอร์” เพื่อทำความสะอาดระบบภายในครับ

VR Center ผู้ให้บริการเฉพาะทาง สำหรับคนขับรถผู้บริหารที่มีความเป็นมืออาชีพหากสนใจใช้บริการคนขับรถของติดต่อ
โทร : 081-559-9808
Line : @vrcenter
ดูบริการเพิ่มเติม : บริการของเรา

อยากสมัครงานขับรถกับเรา
ลงทะเบียน : https://forms.office.com/r/wyNcu3rjD3
ติดต่อสอบถามเจ้าหน้า 080-594-3834
Line : @vrdriver

LINE OFFICIAL

Request service Please Click : (Link to Line Official)

ร่วมงานกับ วี อาร์ฯ

vr-center.biz