เวลาที่เราประกาศรับสมัคร คนขับรถ สิ่งแรกๆ ที่หลายองค์กรหรือผู้บริหารมักจะมองหาคือ ประสบการณ์กี่ปี? รู้จักเส้นทางดีแค่ไหน? หรือเคยเกิดอุบัติเหตุบ้างไหม? แน่นอนครับว่าทักษะการขับขี่ (Hard Skills) เป็นเรื่องพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ แต่ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์นั่งรถไปกับคนขับที่อารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย หรือชอบบ่นสภาพการจราจรตลอดทาง คุณจะรู้ซึ้งเลยว่า ต่อให้เขาขับรถเก่งระดับนักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน นั่งรถไปก็ไม่มีความสุขอยู่ดี
นี่คือเหตุผลที่ยุคนี้ การเฟ้นหาคนขับรถ (โดยเฉพาะคนขับรถผู้บริหาร) เราถึงต้องให้น้ำหนักกับ “EQ” (Emotional Intelligence) หรือความฉลาดทางอารมณ์ มากกว่าแค่ทักษะหลังพวงมาลัย บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าทำไม EQ ถึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุดที่คุณไม่ควรละเลย
ทักษะการขับรถฝึกกันได้ แต่ “วุฒิภาวะทางอารมณ์” เปลี่ยนยากกว่า
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณได้คนขับรถที่ยังไม่ค่อยชินทาง คุณสามารถให้เขาเปิด GPS หรือขับสำรวจเส้นทางบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญได้ ทักษะเหล่านี้ใช้เวลาไม่นานก็เรียนรู้กันได้ทัน
แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณได้คนขับรถที่มีนิสัยใจร้อน ขับรถจี้ท้ายคันหน้าเวลาถูกปาด หรือควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่เวลาโดนเจ้านายตำหนิ เรื่องพวกนี้ฝังรากลึกอยู่ในทัศนคติและลักษณะนิสัย ซึ่งปรับแก้ได้ยากมาก และที่สำคัญ มันคือ “ความเสี่ยง” ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และภาพลักษณ์ของคนนั่งหลังรถโดยตรง
3 เหตุผลหลักที่บอกว่า คนขับรถ EQ สูง คือสมบัติล้ำค่าขององค์กร
1. มีสติและรับมือกับความเครียดบนท้องถนนได้ดีเยี่ยม
การจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ หรือการเจอเพื่อนร่วมทางที่ขับรถไร้พรรค์ทวี เป็นบททดสอบชั้นดี คนขับรถที่มี EQ สูงจะรู้จักควบคุมอารมณ์ ไม่หัวเสีย ไม่สบถ และไม่เอาอารมณ์โกรธไปลงกับคันเร่งหรือเบรก พวกเขาจะโฟกัสไปที่เป้าหมายเดียวคือ “ทำอย่างไรให้ผู้โดยสารไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและนุ่มนวลที่สุด” ความนิ่งสงบนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้ผู้บริหารที่นั่งอยู่ด้านหลัง สามารถนั่งทำงานหรือพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
2. “รู้จังหวะ” และอ่านสถานการณ์เก่ง (Empathy & Social Awareness)
ความฉลาดทางอารมณ์ครอบคลุมไปถึงความสามารถในการสังเกตและเอาใจใส่ผู้อื่น คนขับรถมืออาชีพจะรู้ว่าจังหวะไหนเจ้านายต้องการความเงียบเพื่อคิดงาน จังหวะไหนสามารถชวนคุยได้ หรือสังเกตเห็นว่าอากาศร้อนก็ปรับแอร์ให้โดยไม่ต้องรอสั่ง
นอกจากนี้ คนที่มี EQ สูงมักจะมีความรับผิดชอบและใส่ใจในรายละเอียดของตัวรถอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาจะหมั่นตรวจสอบสภาพรถ ลมยาง เช็กแบตเตอรี่ ศึกษาวิธีขับขี่ให้ประหยัดน้ำมัน และดูแลล้างทำความสะอาดรถให้เงางามพร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยมองว่าเป็นความภูมิใจในวิชาชีพของตนเอง
3. เป็นหน้าเป็นตาและรักษากาลเทศะ
คนขับรถเปรียบเสมือนด่านหน้าของผู้บริหาร คนที่มีวุฒิภาวะจะรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นตัวแทนของใคร พวกเขาจะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และกาลเทศะเสมอ เริ่มตั้งแต่การแต่งกายที่ดูสะอาดสะอ้านและเป็นมืออาชีพ เช่น หากเป็นพนักงานขับรถชาย การสวมเครื่องแบบอย่างชุดซาฟารีที่รีดมาเรียบร้อย ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงระเบียบวินัยและความเคารพต่อหน้าที่ การสื่อสารกับบุคคลภายนอก รปภ. หรือพนักงานต้อนรับตามสถานที่ต่างๆ ก็จะทำด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของตัวผู้บริหารเอง
วิธีสังเกตคนขับรถที่มี EQ สูง ในวันสัมภาษณ์งาน
เวลาสัมภาษณ์ อย่าถามแค่ว่า “คุณเป็นคนใจร้อนไหม?” (เพราะทุกคนก็จะตอบว่าไม่) แต่ให้ใช้คำถามเชิงสถานการณ์ (Scenario-based) แทน เช่น
-“ถ้าคุณกำลังขับรถพาผู้บริหารไปประชุมสำคัญที่กำลังจะสาย แล้วจู่ๆ มีรถปาดหน้ากะทันหันจนคุณต้องเบรกแรง คุณจะจัดการกับสถานการณ์นั้น และจัดการกับความรู้สึกตัวเองอย่างไร?”
-“เคยมีเหตุการณ์ที่เจ้านายเก่าตำหนิคุณอย่างหนักในเรื่องที่คุณไม่ได้ทำผิดไหม? ตอนนั้นคุณรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไร?”
วิธีที่ผู้สมัครตอบ น้ำเสียง และแววตา จะบอกคุณได้มากว่าเขามีความฉลาดทางอารมณ์อยู่ในระดับใด
การหาคนขับรถที่เก่งอาจจะหาได้ทั่วไป แต่การหาคนขับรถที่ “วุฒิภาวะดี มีความรับผิดชอบ และทำให้เราอุ่นใจ” นั้นต้องอาศัยการคัดกรองที่ละเอียดอ่อน หากคุณได้เจอคนขับรถที่มีคุณสมบัตินี้แล้ว ดูแลเขาให้ดีครับ เพราะเขาคือผู้ช่วยคนสำคัญที่จะทำให้การเดินทางในแต่ละวันของคุณราบรื่นที่สุด
FAQs คำถามที่พบบ่อย (Frequently Asked Questions)
- จะประเมินเรื่อง EQ ของคนขับรถในช่วงทดลองงานได้อย่างไรบ้าง?
วิธีที่ดีที่สุดคือการสังเกตพฤติกรรมในสถานการณ์กดดัน เช่น ช่วงที่รถติดหนักๆ เวลาที่เจ้านายเปลี่ยนแผนการเดินทางกะทันหัน หรือเวลาที่ถูกตักเตือน ให้ดูว่าเขามีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร ชักสีหน้าหรือไม่ หรือสามารถปรับตัวรับมือด้วยความสุภาพและใจเย็นได้แค่ไหน - คนขับรถที่ทักษะการขับดีเยี่ยม แต่ EQ ต่ำ จะสร้างความเสี่ยงอะไรให้องค์กรบ้าง?
ความเสี่ยงหลักคือเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับรถตามอารมณ์ (Road Rage) การมีปากเสียงกับเพื่อนร่วมทางซึ่งอาจกลายเป็นคลิปไวรัลกระทบภาพลักษณ์องค์กร รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่อึดอัดและเป็นพิษ (Toxic) ให้กับผู้บริหารที่ต้องนั่งรถด้วยทุกวัน - เราสามารถฝึกฝนหรือพัฒนา EQ ให้กับคนขับรถที่ทำงานอยู่แล้วได้หรือไม่?
สามารถทำได้ระดับหนึ่งผ่านการอบรม (Training) เรื่องจิตบริการ (Service Mind) หรือการจัดการความเครียด แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเปิดกว้างและทัศนคติของตัวคนขับรถเองด้วย ว่าพร้อมที่จะปรับปรุงและตระหนักรู้ถึงข้อเสียของตัวเองหรือไม่ - ควรให้คนขับรถทดลองงานนานแค่ไหน ถึงจะมั่นใจในเรื่องวุฒิภาวะทางอารมณ์?
โดยทั่วไปแนะนำที่ 90 – 119 วัน (ประมาณ 3-4 เดือน) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มากพอที่คนเราจะแสดง “ตัวตน” หรือธาตุแท้ออกมาเมื่อความเกรงใจในช่วงแรกเริ่มลดลง และมากพอที่จะได้เจอสถานการณ์บนท้องถนนในหลากหลายรูปแบบ - อายุและประสบการณ์ มีผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของคนขับรถเสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไปครับ แม้ว่าคนขับรถที่มีอายุมากมักจะมีประสบการณ์และผ่านโลกมาเยอะ ทำให้ดูใจเย็นกว่า แต่ก็มีคนขับรถอายุน้อยจำนวนมากที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี มีใจรักบริการ และควบคุมอารมณ์ได้ยอดเยี่ยม ดังนั้นการประเมินจึงควรดูที่วุฒิภาวะและการตอบสนองต่อปัญหาเป็นรายบุคคล มากกว่าการดูแค่อายุตัวเพียงอย่างเดียว
สนใจใช้บริการคนขับรถของเรา
โทร : 081-559-9808
Line : @vrcenter
ดูบริการเพิ่มเติม : บริการของเรา
อยากสมัครขับรถกับเรา
ลงทะเบียน : https://forms.office.com/r/wyNcu3rjD3
ติดต่อสอบถามเจ้าหน้า 080-594-3834
Line : @vrdriver