Skip to content

เสียงผิดปกติในห้องโดยสาร สัญญาณเตือนที่ คนขับรถ ต้องรู้

เสียงผิดปกติในห้องโดยสาร สัญญาณเตือนที่ ค

สำหรับผู้บริหารหรือเจ้าของรถ ความเงียบภายในห้องโดยสารคือสุนทรียภาพของการเดินทาง แต่สำหรับ “คนขับรถ” หรือผู้ที่ต้องอยู่หลังพวงมาลัยเป็นประจำ ความเงียบคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตรวจสอบความผิดปกติของรถยนต์ เพราะรถยนต์มักจะ “สื่อสาร” กับเราผ่านเสียงก่อนที่อาการพังจะแสดงออกมาทางกายภาพ
ทักษะการเป็นคน “หูไว” จึงไม่ใช่เรื่องของการแอบฟังบทสนทนา แต่คือการแยกแยะเสียงเครื่องยนต์ เสียงลม และเสียงช่วงล่าง ออกจาก “เสียงผิดปกติ” ที่กำลังบอกว่าชิ้นส่วนบางอย่างกำลังเสื่อมสภาพ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเสียงสัญญาณเตือนภัยในห้องโดยสารที่คุณไม่ควรมองข้าม

  1. เสียง “เอี๊ยด” หรือ “จี๊ด” แหลมๆ (Squealing)

นี่เป็นเสียงที่พบได้บ่อยที่สุดและมักสร้างความรำคาญใจให้ผู้โดยสารมากที่สุด หากคุณได้ยินเสียงแหลมสูงขณะสตาร์ทรถตอนเช้า หรือตอนเร่งเครื่อง สาเหตุมักมาจาก
-สายพานหน้าเครื่อง (Serpentine Belt) อาจจะหย่อน หมดสภาพ หรือเริ่มแข็งกรอบ ทำให้เกิดการลื่นไถลจนเกิดเสียง
-ระบบเบรก หากเสียงดัง “เอี๊ยด” เกิดขึ้นขณะแตะเบรก นั่นคือสัญญาณเตือนจากเหล็กวัดระยะผ้าเบรก (Wear Indicator) ที่กำลังบอกคุณว่า “ผ้าเบรกหมดแล้ว” ต้องรีบเปลี่ยนทันที
สิ่งที่คนขับรถต้องทำ ตรวจสอบจังหวะการเกิดเสียง ถ้าดังตอนสตาร์ทให้เช็กสายพาน ถ้าดังตอนเหยียบเบรกให้เช็กผ้าเบรก

2. เสียง “กุกกัก” หรือ “ตึงตัง” เวลาลงหลุม (Clunking/Thumping)
เมื่อขับรถผ่านลูกระนาด หรือตกหลุมเล็กๆ แล้วได้ยินเสียงเหมือนของหนักกระทบกัน หรือเสียงกุกกักมาจากช่วงล่าง เสียงนี้บ่งบอกถึงความไม่แน่นหนาของระบบกันสะเทือน
-ลูกหมากปีกนกหรือลูกหมากกันโคลง เมื่อชิ้นส่วนเหล่านี้หลวม จะทำให้เกิดช่องว่างและเกิดเสียงดังเมื่อรถมีการให้ตัว
-โช้คอัพ หากโช้คอัพตายหรือรั่วซึม จะไม่สามารถซับแรงกระแทกได้ ทำให้เกิดเสียงดังตึงตังเข้ามาในห้องโดยสารอย่างชัดเจน
สิ่งที่คนขับรถต้องทำ อย่าปล่อยไว้นาน เพราะช่วงล่างที่ชำรุดจะส่งผลต่อการทรงตัวของรถ และอาจทำให้ยางสึกหรอผิดปกติได้

3. เสียง “หอน” หรือ “คราง” ยาวๆ (Humming/Roaring)
เสียงนี้มักจะดังขึ้นเรื่อยๆ ตามความเร็วของรถ ยิ่งขับเร็วยิ่งดัง และเสียงจะเปลี่ยนไปเมื่อมีการหักเลี้ยว สาเหตุหลักมาจาก:
-ลูกปืนล้อ (Wheel Bearing) เมื่อลูกปืนล้อแตกหรือแห้ง จะเกิดการเสียดสีรุนแรงจนเกิดเสียงหอน หากปล่อยทิ้งไว้ล้ออาจล็อกหรือหลุดได้ ซึ่งอันตรายมาก
-ยางรถยนต์ ยางที่แข็งกระด้าง ดอกยางสึกเป็นบั้ง หรือยางหมดอายุ ก็สามารถสร้างเสียงหอนเข้ามาในห้องโดยสารได้เช่นกัน
สิ่งที่คนขับรถต้องทำ ลองสังเกตว่าเสียงดังมาจากล้อฝั่งไหน และลองขับเปลี่ยนเลนดูว่าเสียงเงียบลงหรือดังขึ้นหรือไม่ เพื่อระบุตำแหน่งของปัญหา

4. เสียง “แต๊กๆๆ” เวลาเลี้ยว (Clicking)
หากคุณได้ยินเสียงรัวๆ เหมือนเหล็กกระทบกันจังหวะถี่ๆ “แต๊กๆๆๆ” เฉพาะตอนที่หักพวงมาลัยเลี้ยวสุด (ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือขวา) แต่ตอนขับทางตรงกลับเงียบปกติ
-หัวเพลาขับ (CV Joint) ยางหุ้มเพลาอาจขาด ทำให้จาระบีแห้งและเศษฝุ่นเข้าไปทำลายลูกปืนเพลาขับ เสียหายนานเข้าเพลาอาจขาดได้
สิ่งที่คนขับรถต้องทำ ก้มดูใต้ท้องรถบริเวณล้อหน้าว่ามีคราบจาระบีกระจายเปื้อนออกมาหรือไม่ หากพบควรรีบนำเข้าอู่ทันที

5. เสียง “ฟู่” หรือเสียงลมรั่ว (Hissing)
เสียงนี้อาจเบามากจนต้องสังเกตดีๆ หากได้ยินเสียงเหมือนลมรั่ว หรือเสียงฉีดน้ำเบาๆ ในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน
-ระบบหล่อเย็น อาจมีท่อยางหม้อน้ำรั่ว หรือฝาหม้อน้ำเก็บแรงดันไม่อยู่ ทำให้ไอน้ำพุ่งออกมา
-ท่อลม (Vacuum Leak) ท่อแวคคั่มต่างๆ ในห้องเครื่องอาจหลุดหรือแตก ซึ่งจะส่งผลให้รอบเครื่องยนต์ไม่นิ่งด้วย

สิ่งที่คนขับรถต้องทำ สังเกตเกจความร้อนทันที หากมีความร้อนขึ้นร่วมกับเสียงฟู่ ให้จอดรถในที่ปลอดภัยและห้ามเปิดฝาหม้อน้ำเด็ดขาด
เสียงผิดปกติในห้องโดยสารไม่ใช่แค่เรื่องของความรำคาญ แต่เป็น “ภาษา” ที่รถยนต์ใช้สื่อสารกับเรา การที่คนขับรถมีความหูไว ช่างสังเกต และสามารถระบุที่มาของเสียงได้เบื้องต้น จะช่วยให้เจ้าของรถหรือผู้บริหารประหยัดค่าซ่อมบำรุงก้อนโตได้ เพราะการซ่อมตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมถูกกว่าการซ่อมเมื่อพังเสียหายทั้งระบบ และที่สำคัญที่สุดคือ “ความปลอดภัย” ของทุกคนในรถที่ฝากไว้ในมือของคุณ

ถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเสียงในรถยนต์

  1. Q ได้ยินเสียงน้ำไหลจ๊อกๆ หลังคอนโซลหน้ารถ เกิดจากอะไร?
    A มักเกิดจากระบบน้ำหล่อเย็นมีอากาศเข้าไปปะปน หรือระดับน้ำในหม้อน้ำพร่องลง ทำให้เกิดเสียงน้ำไหลวนในตู้แอร์ (Heater core) ควรรีบเช็กระดับน้ำในหม้อน้ำทันที

  2. Q เสียงเบรกดังเอี๊ยด แต่ออกมาแค่ช่วงเช้าตอนสตาร์ทรถ พักเดียวก็หาย ผิดปกติไหม?
    A อาจเป็นความชื้นที่เกาะบนจานเบรกในช่วงกลางคืน เมื่อเบรกทำงานเกิดความร้อน ความชื้นระเหยไปเสียงก็จะหายไปเอง ถือว่าปกติ แต่ถ้าดังตลอดเวลาที่เบรก คือผ้าเบรกหมดครับ

  3. Q: เวลาหมุนพวงมาลัยขณะรถจอดนิ่ง มีเสียงดัง “อื้ดๆ” หรือเสียงหอน?
    A ส่วนใหญ่เกิดจากปั๊มพาวเวอร์ผ่อนแรง (ในรถรุ่นเก่าที่เป็นระบบไฮดรอลิก) อาจมีปัญหาน้ำมันพาวเวอร์ขาด หรือปั๊มเริ่มเสื่อมสภาพ

  4. Q เสียงกุกกักในห้องโดยสาร อาจเกิดจากอย่างอื่นที่ไม่ใช่ช่วงล่างได้ไหม?
    A ได้ครับ บ่อยครั้งเกิดจากของในรถวางไม่เป็นระเบียบ แม่แรงหรือยางอะไหล่ล็อกไม่แน่น หรือชิ้นส่วนพลาสติกคอนโซลหลวม ให้ลองเคลียร์ของในรถออกก่อนเพื่อยืนยันสาเหตุ

  5. Q ถ้าได้ยินเสียงผิดปกติ แต่รถยังขับได้ ควรขับต่อไปหรือไม่?
    A หากเป็นเสียงที่เกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น เสียงเบรก เสียงลูกปืนล้อ หรือเสียงเครื่องยนต์ที่ดังผิดปกติ ไม่ควรฝืนขับต่อในระยะทางไกล หรือใช้ความเร็วสูง ควรนำรถเข้าตรวจเช็กทันทีเพื่อความปลอดภัยครับ

สนใจใช้บริการคนขับรถของเรา
โทร : 081-559-9808
Line : @vrcenter
ดูบริการเพิ่มเติม : บริการของเรา

อยากสมัครขับรถกับเรา
ลงทะเบียน : https://forms.office.com/r/wyNcu3rjD3
ติดต่อสอบถามเจ้าหน้า 080-594-3834
Line : @vrdriver

LINE OFFICIAL

Request service Please Click : (Link to Line Official)

ร่วมงานกับ วี อาร์ฯ

vr-center.biz